อย่าใช้ “เหตุผล” คุยกัน

.อย่าใช้เหตุผลคุยกัน

.
เราหลายคนเติบโตมากับการได้ยินคำพูดที่ว่า
อย่าใช้ “อารมณ์” ให้ใช้ “เหตุผล” พูดคุยกัน
เพราะหลายเหตุการณ์ทำให้เราเห็นว่า
การที่ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์มาพูดคุยกัน
กลับยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย
และไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
เราก็เลยมีความเชื่อแบบนั้นมาตลอด
.
จนมาถึงวันหนึ่ง
ที่เราได้ยินอีกคำพูดหนึ่งที่ว่า
อย่าใช้ “เหตุผล” คุยกัน
แต่ให้ใช้ “ความรัก” คุยกัน
.
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น
มันเกิดความรู้สึกสะกิดใจ
และมันสั่นสะเทือนความเชื่อ
ที่เราเคยมีมาเป็นเวลานาน
และทำให้ได้คิดว่า
ต้องกลับมาทบทวนความเชื่อในเรื่องนี้ใหม่
.
เมื่อคิดทบทวนไปมาก็พบว่า
การพูดคุยโดยใช้ “เหตุผล” อย่างเดียวนั้น
บางทีก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาคลี่คลายไปได้จริงๆ
แต่กลับซ่อนปัญหาบางอย่างที่กัดกร่อนจิตใจลึกๆ
ให้กับฝ่ายที่รู้สึกพ่ายแพ้ และต้องยอมจำนน
กับเหตุผลที่เหนือกว่า หรือดีกว่าของอีกฝ่ายหนึ่ง
.
เพราะเบื้องหลังของการพูดคุยโดยใช้ “เหตุผล”
มันซ่อนความต้องการที่จะเอาชนะความคิด
และความต้องการที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง
โดยการตัดสินว่าความคิดของเราดีกว่า หรือเหนือกว่า
ความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งโดยที่เราเองไม่รู้ตัว
.
แต่การใช้ “ความรัก” พูดคุยกัน
มันอยู่เหนือเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล
มันไม่มีความต้องการที่อยากจะเอาชนะ
มันไม่มีความต้องการที่จะเหนือกว่า
แต่มันมาจากความรู้สึกของความเท่าเทียมกัน
และการช่วยกันประคับประคองให้ทุกฝ่ายผ่านปัญหาไปด้วยกัน
ไม่มีฝ่ายไหนเป็น ผู้ชนะ
และไม่มีฝ่ายไหนเป็น ผู้แพ้
แต่ทุกฝ่ายชนะปัญหาไปด้วยกัน
.
บางครั้งการรับรู้อะไรมาแบบครึ่งๆ กลางๆ
ก็ทำให้เราเข้าใจ และมีความเชื่อในแบบที่ไม่ถูกต้อง
การเปิดใจรับฟัง และเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ
จึงมีประโยชน์เป็นอย่างมาก
เพราะมันจะช่วยให้เราหลุดออกจาก
ความเข้าใจ และความเชื่อเดิมๆ
ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้
.
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านข้อเขียนนี้
และหวังว่าข้อเขียนนี้จะมีประโยชน์ที่คุ้มค่ามากพอ
กับการที่ทุกท่านสละเวลาที่มีค่ามาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

Advertisements

“ฟัง” เพื่ออะไร?

ฟังเพื่ออะไร

“ฟัง” เพื่ออยากได้ยิน “สิ่งที่เราอยากได้ยิน” หรือ
“ฟัง” เพื่ออยากได้ยิน “สิ่งที่เขาอยากจะบอก”
.
ถ้า “ฟัง” เพื่ออยากได้ยิน “สิ่งที่เราอยากได้ยิน”
เราจะไม่ได้ยินอะไรเลย
.
แต่ถ้า “ฟัง” เพื่ออยากได้ยิน “สิ่งที่เขาอยากจะบอก”
เราจะไม่เพียงแต่แค่ “ได้ยิน”
เราจะได้มากกว่าได้ยิน “เสียง”
เราจะได้ยิน “ใจ”
เราจะได้เห็น “ใจ”
เราจะ “เข้าใจ” คนอื่น และตัวเอง
.
การ “ฟัง” ไม่ใช่แค่การเปิด “หู”
แต่คือ “การรับรู้” ด้วยการเปิด “ใจ”
.
ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

“ไม่ให้เชื่อ” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ให้ฟัง”

ไม่ให้เชื่อ

“ไม่ให้เชื่อ” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ให้ฟัง”
แต่หมายถึง “ให้ฟัง” แต่ “อย่าเพิ่งเชื่อ”
และถ้า “ฟัง” แล้ว ก็อย่าเพิ่งสรุปว่า “จริง” หรือ “ไม่จริง”
จนกว่าจะพิสูจน์สิ่งนั้นจนกระจ่างด้วยตัวเอง
.
เพราะการด่วนสรุปทันที
ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองเลย
เป็นการ “ปิดโอกาส” ตัวเองในการเรียนรู้
และ “ปิดประตู” ขังตัวเองในการพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

 

ปรับวิธีคิด พิชิตวันแห่งความรัก

%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88

เมื่อถึงวันวาเลนไทน์
คนส่วนมากมักจะนึกภาพถึง
วันที่ผู้ชาย และผู้หญิงแสดงความรักต่อกัน
ไม่ว่าจะเป็นการให้ดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต
หรือสิ่งของต่างๆ ที่เป็นตัวแทนความรักแก่กัน
.
หลายคนมีความสุขในวันวาเลนไทน์
เพราะมีคู่รักให้แสดงความรักต่อกัน
แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังโสดสนิท
ถึงวันวาเลนไทน์ทีไร
ต้องร้องเพลง “แอบเหงา” คนเดียวทุกปี
.
สำหรับคนที่ยังไม่มีคู่
วันนี้เรามีวิธีคิดที่จะทำให้คุณพิชิต
วันแห่งความรักได้เสียที มาฝากกันค่ะ
.
จริงๆ แล้ววันแห่งความรัก
เป็นเพียงแค่วันหนึ่งที่ใช้เป็นสัญลักษณ์
เพื่อเตือนใจให้เรามีความรักต่อกัน
และการที่คนเราจะมีความรักต่อคนอื่นได้นั้น
จุดเริ่มต้นมาจากการ “รักตัวเอง” ให้ได้ก่อน
.
ถ้าคุณยัง “รักตัวเอง” ไม่เป็น
ต่อให้คุณหาคนรักได้ก็จริง
แต่สัมพันธ์รักระหว่างคุณกับคนรัก
ก็จะเป็นไปแบบกระพร่องกระแพร่ง
สามวันดีสี่วันไข้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
ดีไม่ดีอาจจะมีความทุกข์มากกว่า
การอยู่เป็นโสด ก็ว่าได้ทีเดียว
.
ดังนั้น สำหรับคนที่ยังไม่มีคู่
หรือมีคู่แล้วแต่สัมพันธ์รักไม่ค่อยดีนัก
วาเลนไทน์ปีนี้ถือเป็นวันดีที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้น
ของการสร้างความรักที่แข็งแรงจากตัวเองก่อน
.
เมื่อเรารักตัวเองเป็น
รักตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม
ขนาดที่เรียกได้ว่า “ตกหลุ่มรัก” ตัวเองได้แล้ว
ความรักของคุณมันจะแผ่ออร่า
ไปยังคนรอบข้าง หรือคนที่คุณพบเจอเอง
.
และคุณก็จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด
คนที่รักตัวเองเช่นเดียวกันกับคุณ
ให้เข้าในชีวิตของคุณได้อย่างง่ายดาย
โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ เลย
จนตัวคุณเองก็ยังรู้สึกแปลกใจในตัวเอง
.
และวันวาเลนไทน์จะไม่ใช่วันที่คุณต้องรอคอยอีกต่อไป
เพราะทุกวันจะกลายเป็นวันวาเลนไทน์ของคุณ
.
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กันนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

ปรับวิธีคิด พิชิต “ความกลัว”

%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a5

หลายคนมีความสงสัยว่า
ความรู้สึกกลัวความผิดพลาด ความล้มเหลว
มีสาเหตุมาจากอะไร
.
ความรู้สึกกลัวความผิดพลาด ความล้มเหลว
เป็นสัญชาตญาณทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์
ที่เรียกว่า “สัญชาตญาณการเอาตัวรอด”
.
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะทำงาน
เมื่อคนๆ นั้นอยู่ในสภาวะ หรือสถานการณ์
ที่ตัวเองไม่คุ้นเคย และรู้สึกไม่ปลอดภัย
.
สมองจะรับสัญญาณของความรู้สึกกลัว
และหาทางที่จะทำให้คนๆ นั้นรอดพ้นจาก
สภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัว
.
การเอาตัวรอดจากสภาวะ หรือสถานการณ์
ที่ทำให้รู้สึกกลัว มี 2 วิธีใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ
1. หลีกหนีไปจากสภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัว
2. เผชิญหน้า และเรียนรู้สภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัว
.
คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเอาตัวรอด
จากสภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัว
ด้วยการหลีกหนีไป เพราะทำได้ง่ายกว่า และรู้สึกปลอดภัย
.
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนไม่กล้าทำในสิ่งที่อยากทำ
เพราะกลัวความผิดพลาด ความล้มเหลว
.
การหลีกหนีจากสภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัว
ไม่ได้เป็นวิธีที่ทำให้ความกลัวหมดไป
แต่กลับยิ่งเพิ่มความกลัวให้มากขึ้น
.
ความกลัวเกิดจากความไม่รู้
เราจึงรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะทำสิ่งที่เราไม่รู้
.
วิธีการที่จะทำให้ความกลัวหายไป
ก็คือ การเอาตัวเองเข้าไปเผชิญ และเรียนรู้
สภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัวนั้น
.
เมื่อเราได้เรียนรู้ เราจะเกิดความเข้าใจ
และเมื่อเรามีความเข้าใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว
ความกลัวในสิ่งนั้นก็จะหายไปเอง
เพราะเราได้รู้จักวิธีการปฏิบัติตัว
ต่อสภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัวแล้วนั่นเอง
.
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น เช่น
ตอนที่เรายังว่ายน้ำไม่เป็น
เราจึงไม่กล้าลงไปเล่นน้ำ เพราะกลัวว่าจะจมน้ำ
แต่เมื่อเราเอาตัวเองเข้าไปเรียนรู้วิธีการว่ายน้ำ และว่ายน้ำเป็นแล้ว
ความรู้สึกกลัวที่จะจมน้ำก็หายไป
เราจึงกล้าที่จะลงไปเล่นน้ำ เป็นต้น
.
ดังนั้น ความผิดพลาด ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว
แต่มันคือ ผู้สร้างทักษะของการเผชิญหน้า และเรียนรู้
สภาวะ หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัว
หรือที่เรียกว่า “ความกล้า” ให้กับเรา
ซึ่งก็คือ “ทักษะของการอยู่รอด” อย่างแท้จริง นั่นเอง
.
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กันนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
และเพื่อไม่พลาดบทความถัดๆ ไป
#กด see first ตรงปุ่ม like หน้าเพจ
หรือ #กด get notification นะคะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

ปรับวิธีคิด  ให้มี “ความสุข” กับ “งาน”

%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8

ใครบ้างที่มีความรู้สึกเหล่านี้
– ไม่อยากตื่นไปทำงาน
– ไปทำงานสายเป็นประจำ
– เบื่องานที่ทำ
– ทำงานอย่างไร้วิญญาณ
– อยากให้ถึงเวลาเลิกงานไวๆ
– อยากให้ถึงวันหยุดเร็วๆ
– ฯลฯ
.
ถ้าคุณมีความรู้สึกเหล่านี้อยู่
นั่นคือสัญญาณเตือนให้รู้ว่า
คุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับงาน
.
ถ้าคุณรู้สึกตัวว่ากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับงาน
สิ่งแรกที่คุณควรทำ ก็คือ
ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า
อะไรที่ทำให้คุณไม่มีความสุขกับการทำงาน
แนะนำว่าให้เขียนลงกระดาษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่าแค่คิดอยู่ในหัวเท่านั้น
เพราะมันจะทำให้คุณมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง
.
จากนั้นให้ลองพิจารณาดูว่า
สาเหตุที่ทำให้คุณไม่มีความสุขกับการทำงาน
ข้อไหนบ้างที่คุณเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เพราะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
ข้อไหนบ้างที่คุณเปลี่ยนแปลงมันได้
เพราะเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากตัวคุณเอง
.
จากนั้นตัดปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ทิ้งไปซะ
เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะเสียเวลาไปเปลี่ยนแปลงมัน
และให้คุณโฟกัสเฉพาะข้อที่คุณเปลี่ยนแปลงมันได้
แล้วเขียนออกมาว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงมันอย่างไรบ้าง
เพื่อให้คุณมีความสุขกับการทำงานได้เพิ่มขึ้น
.
จากนั้นลงมือเปลี่ยนแปลงตามสิ่งที่คุณเขียน
ติดต่อกันอย่างน้อย 21 วัน
ย้ำว่าคุณต้องมีวินัยที่จะทำอย่างต่อเนื่อง
จึงจะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้จริง
.
ถ้าคุณลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง 21 วันแล้ว
คุณยังรู้สึกไม่มีความสุขกับงานเหมือนเดิม
ลองตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า
ถ้าคุณไม่มีความสุขกับการทำงานขนาดนี้
ทำไมคุณยังทนทำงานนี้อยู่
เขียนเหตุผลที่คุณยังทนทำงานนี้อยู่
ลงบนกระดาษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
จากนั้นลองพิจารณาดูว่า
เหตุผลข้อไหนที่มันให้พลังในการทำงานกับคุณมากที่สุด
ทุกครั้งที่คุณรู้สึกไม่มีความสุขกับการทำงาน
ให้คุณโฟกัส และนึกถึงเหตุผลข้อนี้
เพื่อดึงคุณให้กลับมามีพลังในการทำงานอีกครั้ง
.
แต่ถ้าคุณพบว่าไม่มีเหตุผลใด
ที่ทำให้คุณมีพลังในการทำงานนี้ต่อไปได้อีกเลย
ก็เหลืออีกทางเลือกหนึ่ง คือ
ลาออกจากงานนี้ซะ
แล้วไปทำงานใหม่ที่คุณอยากทำ
.
เพราะคำตอบมันชัดเจนแล้วว่า
คุณไม่มีทางมีความสุขกับการทำงานนี้ได้เลย
แล้วคุณจะเสียเวลาชีวิตกับการทำงานนี้ต่อไปอีกทำไม
.
คุณเป็นเจ้านายชีวิตของตัวเอง
คุณมีอิสระเสรี มีสิทธิอันชอบธรรม
ที่จะเลือกทำในสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข
แค่เพียงคุณกล้าที่จะเลือก เท่านั้น!!!
.
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กันนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

 

5 วิธีแสดงความรักให้โดนใจ

 

5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%83

ใครเคยมีโมเม้นท์แบบนี้กันบ้างไหมคะ
คุณแสดงความรักกับคนรักเท่าไร
แต่ทำไมเขากลับไม่ Get ว่าคุณรักเขา
เช่น คุณบอกกับเขาว่าคุณรักเขา
แต่เขากลับรู้สึกเฉยๆ งั้นๆ
ทั้งที่ลึกๆ แล้ว คุณกับเขาก็ยังคงรักกัน
.
ถ้าสัมพันธ์รักของคุณมีโมเม้นท์แบบนี้
ลองอ่านเรื่องราวด้านล่างนี้ดูนะคะ
คุณอาจจะพบสาเหตุที่ทำให้คุณสื่อสารความรัก
แล้วมันเข้าไม่ถึงหัวใจของคนรักของคุณก็ได้ค่ะ
.
หนังสือ The 5 love languages บอกว่า
มนุษย์เรามีการแสดงความรักอยู่ 5 แบบใหญ่ๆ คือ
แสดงความรักด้วยคำพูด การเขียน
เช่น บอกรัก พูดให้กำลังใจ พูดชม
ซึ่งเป็นการพูดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
.
การแสดงความรักด้วยการสัมผัส เช่น
การจับมือ การโอบกอด การหอมแก้ม เป็นต้น
.
การแสดงความรักด้วยการมีเวลาคุณภาพด้วยกัน
เช่น ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน โดยให้ความสนใจกับคนรัก 100%
.
การแสดงความรักด้วยการให้บริการ
เช่น ช่วยถือของ เปิดประตูรถให้ ทำอาหารให้ทาน เป็นต้น
.
การแสดงความรักด้วยการให้ของขวัญ
เช่น ซื้อของขวัญให้คนรักในวาระต่างๆ เป็นต้น
.
สิ่งที่ทำให้คุณกับคนรักสื่อสารความรัก
แล้วมันไม่เข้าถึงหัวใจของกันและกัน
มาจากคุณกับคนรักของคุณ
ใช้ภาษารักกันคนละภาษา นั่นเอง
.
ยกตัวอย่าง เช่น
คนรักของคุณใช้ภาษารักแบบที่ 4 คือ
การแสดงความรักด้วยการให้บริการ
นั่นหมายความว่า…
คนรักของคุณจะแปลความหมายของการให้บริการ
ว่าเป็นการแสดง “ความรัก”
.
ถ้าคุณแสดงความรักกับคนรักของคุณด้วยวิธีอื่น
เขาจะไม่รู้สึกว่าคุณรักเขามากเท่าไร
แต่ถ้าคุณให้บริการกับคนรักของคุณ
เขาจะรู้สึกได้ทันทีว่า “คุณรักเขา”
.
ดังนั้น การจะทำให้สัมพันธ์รักของคุณกับคนรักของคุณ
ดำเนินไปด้วยความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างดี
คุณและคนรักของคุณต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันว่า
แต่ละคนใช้ภาษารักแบบไหน
แล้วต่างฝ่ายต่างก็ใช้ภาษารักแบบนั้นกับอีกฝ่ายหนึ่ง
คุณและคนรักของคุณก็จะสามารถแสดงความรัก
แล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง Get กับความรักของคุณได้แล้วค่ะ
.
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กันนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

รู้ไหม? อะไรเป็นต้นเหตุของความสุข ^_^

ในภาพอาจจะมี เมฆ และ ข้อความ

สวัสดีค่ะ
เพื่อนๆ ในโลกโซเชี่ยลทุกคน
ทักทายกันเพื่อเป็นการเริ่มต้น
ทำความรู้จักกันก่อนนะคะ
.
Mindset for Happiness Life
เปิดขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์หลัก คือ
เพื่อแบ่งปันหลักคิด หรือวิธีคิด (Mindset)
ของกูรูที่ประสบความสำเร็จ
ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
ซึ่งจะช่วยให้เพื่อนๆ ทุกคน
สามารถนำไปใช้เทรนความคิดของตัวเอง
เพื่อให้มีความสุขกับการดำเนินชีวิตได้
ในทุกเวลา และทุกสถานการณ์ค่ะ
.
หลายคนพูดอยู่เสมอว่า
อยากเป็นคนที่มีความสุข
แต่ก็ไม่รู้สาเหตุว่า
ทำไมตัวเองจึงไม่มีความสุข
.
และอีกหลายคนที่พูดว่า
อยากเป็นคนที่มีความสุข
แต่เขากลับมีวิธีการดำเนินชีวิตทุกอย่าง
สวนทางกับเส้นทางของความสุข
.
คำตอบ ก็คือ
เพราะคนเหล่านั้นไม่ทราบว่า
ความสุขหรือความทุกข์
เกิดจากความคิด หรือวิธีคิด (Mindset) นั่นเอง
.
ถ้าุอยากเป็นคนที่มีความสุขในชีวิต
ไม่ใช่เรื่องยาก หรือมีขั้นตอนอะไรที่ซับซ้อน
เพียงแคุ่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้เท่านั้นเองค่ะ
.
1. ค้นหาคนต้นแบบที่มีความสำเร็จ
ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
.
2. ศึกษาวิธีคิดของคนต้นแบบ
ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีวิธีคิดอย่างไร
.
3. เทรนความคิดตัวเองให้มีวิธีคิด
เหมือนกับคนต้นแบบ
.
4. ปฏิบัติตามวิธีคิดนั้นๆ ทุกวัน
จนเกิดเป็นนิสัย และพฤติกรรม
.
เพราะโลกนี้มีคนต้นแบบมากมาย
ที่ทำสำเร็จในด้านต่างๆ มาก่อนแล้ว
เราสามารถประหยัดเวลาในการเรียนรู้
โดยไม่ต้องลองผิด ลองถูกเอง ก็ได้ค่ะ
.
แคุ่ลงมือทำตามขั้นตอนที่แนะนำข้างต้น
เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเปลี่ยนเป็นคนใหม่
ที่มีความสุขในชีวิตได้ง่ายๆ
ในทุกเวลา และทุกสถานการณ์ค่ะ
.
ท้ายนี้ ขอฝากคำคม ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
กูรูที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก
ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า
วิธีคิด (Mindset) มีความสำคัญ
ต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตแน่นอนค่ะ
.
You can never solve a problem
with the same kind of thinking
that created the problem in the first place.
.
คุณไม่อาจแก้ปัญหาได้ด้วยความคิดแบบเดิม ๆ
ที่เคยสร้างปัญหาให้กับคุณตั้งแต่ครั้งแรก
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ
ที่ติดตามอ่านเป็นกำลังใจให้กัน
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด