“เป็นอะไร” ก็ไม่ยากเท่ากับ “เป็นตัวเอง”

เป็นอะไรไม่ยากเท่ากับเป็นตัวเอง
 .
หลายคนอาจกำลังมีคำถามว่า
“เป็นตัวเอง” เป็นแบบไหน และ
“เป็นตัวเอง” จะต้องทำอย่างไร
.
การเป็นตัวเองอาจทำให้เรา…
ดูแปลกแยกจากคนอื่น
ไม่เป็นที่ยอมรับ
ถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ
ถูกนินทา ถูกวิจารณ์ในทางลบ
อาจรู้สึกโดดเดี่ยวบนเส้นทางที่เลือกเดิน
ฯลฯ
 .
ดังนั้น เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด และรู้สึกปลอดภัย
เราหลายคนจึงจำเป็นต้อง…
แกล้งเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น
แกล้งทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
จนบางครั้งก็รู้สึกสับสน และแยกไม่ออกว่า
จริงๆ แล้ว เราเป็นคนแบบไหน
.
และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหลายคนรู้สึกเหนื่อย
เพราะการแกล้งเป็น หรือแกล้งทำ
ต้องใช้ความคิดในการจะเป็น หรือจะทำ
เพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
.
การเป็นตัวเองจึงเป็นความท้าทายที่หนักหน่วง
เพราะต้องใช้ความกล้า และพลังใจมหาศาล
ในการที่จะก้าวข้ามความกลัวเหล่านั้นไปได้
.
เมื่อไรที่เราสลัดความกลัวทั้งหมดออกไป
และกล้าที่จะเป็นตัวเองตามที่ใจเราบอกได้
โดยที่คำตัดสินของคนอื่นไม่มีอิทธิพลต่อใจของเรา
เมื่อนั้นเราจะมีอิสรภาพในชีวิตอย่างแท้จริง
.
ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด
Advertisements

เรา “หักหลัง” หรือ “ทรยศ” ตัวเองหรือเปล่า?

หักหลังตัวเอง

ทุกครั้งที่เรา “ไม่ทำ”
ในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “ควรทำ”
ก็คือการ “หักหลัง” หรือ“ทรยศ” ใจตัวเอง
.
ยิ่งเรา “หักหลัง” หรือ“ทรยศ” ใจตัวเองมากขึ้นเท่าไร
เราก็ยิ่ง “เคารพ” และ “ให้เกียรติ” ตัวเองน้อยลงเท่านั้น
.
การถูกใครหักหลัง หรือทรยศ
ก็ไม่เจ็บปวดเท่ากับ
“การหักหลัง” หรือ “การทรยศ” ตัวเอง
.
ถ้าเรายังไม่สามารถ “เคารพ” และ “ให้เกียรติ” ตัวเองได้
เราจะไม่มีวันคู่ควรได้รับการ “เคารพ” และ “ให้เกียรติ”
.
ถึงแม้เราจะได้รับการเคารพ หรือเกียรติจากใคร
แต่ในใจลึกๆ ก็จะฟ้องว่า เรา “ไม่คู่ควร”
.
ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

ไม่ต้อง “อดทน”

%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%99

เมื่อได้ยินคำว่า “อดทน” แล้ว รู้สึกอย่างไร
คำนี้ให้ความรู้สึกว่า
จำเป็นต้อง “แบก” ความรู้สึกที่ไม่ชอบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้
และเกิดความหนักขึ้นกับ “ใจ”
หรือที่เรียกว่า “หนักใจ” นั่นเอง
.
ถ้าทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น
ก็เปรียบเทียบเหมือนกับการแบกของหนักเอาไว้นานๆ
กล้ามเนื้อก็จะเกิดการล้าจนทนไม่ไหว
และผลสุดท้ายก็ต้องปล่อยของที่แบกเอาไว้ทิ้งไป
.
การ “อดทน” ไม่ได้ให้ผลดีใดๆ
แต่ยิ่งเป็นการกดทับความรู้สึกที่ไม่ดีเอาไว้ภายในใจ
ถ้าคนไหนมีสติมาก
ก็พอที่จะต้านแรงกดดันที่ถูกสะสมอยู่ในใจได้ไหว
แต่ถ้าคนไหนมีสติน้อย
แรงกดดันที่เก็บสะสมอยู่ภายในใจ
ก็พร้อมที่จะระเบิดออกไปทำลายทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว
หรือแม้กระทั่งทำลายชีวิตตัวเอง
.
วิธีการรับมือกับสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจ
จึงไม่ใช่การใช้ความ “อดทน”
เพราะการ “อดทน” ไม่ใช่วิธีการที่ทำให้ปัญหาหมดไป
แต่กลับเป็นการเก็บสะสมปัญหานั้นเอาไว้
.
ดังนั้น วิธีการรับมือกับสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจที่ได้ผล
ก็คือ การทำความ “เข้าใจ” และ “ยอมรับ” กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น
เพราะนั่นคือ การปล่อยวางสิ่งนั้นลง นั่นเอง
เมื่อไม่แบกความรู้สึกที่ไม่ดีไว้
ใจมันก็ไม่หนัก ใจมันก็เบาสบาย ใจก็เกิดความสุข
.
เลิกใช้คำว่า “อดทน”
และเปลี่ยนมาใช้คำว่า “เข้าใจ” และ “ยอมรับ” แทน
แล้วจะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และมีความสุขมากขึ้น

.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

วันพรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง!!!

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%a3

หลายคนอ่านประโยคข้างต้น
คงนึกสงสัยว่า ทำไมถึงพูดแบบนี้?
และดูเหมือนจะเป็นความคิด
ที่ทำให้รู้สึกสิ้นหวังในชีวิตยังไงก็ไม่รู้
.
จริงๆ แล้ว ประโยคข้างต้น
ไม่ได้เป็นประโยคที่ต้องการ
ทำให้คนอ่านรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต
แต่เป็นประโยคที่กระตุ้นเตือนให้ทุกคน
ได้กลับมามีสติ และคิดทบทวนว่า
ในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป
เราได้ใช้เวลาชีวิตอย่างรู้คุณค่าแล้วหรือยัง
.
เพราะความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็คือ
ชีวิต คือ ความไม่แน่นอน
และไม่มีใครรู้ได้ว่า
วันพรุ่งนี้จะยังมีอีกไหม
.
ขอให้ใช้ชีวิตในทุกขณะอย่างมีสติ และมีคุณค่าที่สุด
หยุดคิดถึงอดีต เลิกกังวลกับอนาคต
ลด ละ การใช้ชีวิตอย่างประมาท และไร้คุณค่า
เพราะเวลาในปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นความจริง
อย่าคาดหวังรอวันพรุ่งนี้
เพราะอาจไม่มีเวลานั้นเกิดขึ้นจริงอีกแล้วก็ได้
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

มอง “ทุกข์”  ให้เป็น จึงเห็น “สุข”

%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99

ขึ้นชื่อว่า “ความทุกข์”
ไม่ว่าใครที่ได้เจอต่างก็พยายามจะหลีกหนี
เพราะเป็นสภาวะที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
มันบีบคั้นจิตใจ และรู้สึกว่าทนอยู่กับสภาวะนั้นไม่ได้
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครๆ ต่างก็ไม่ชอบ “ความทุกข์”
.
แต่ก็มีเรื่องแปลกแต่จิรงที่ว่า
ยิ่งเราหนีความทุกข์มากขึ้นเท่าไร
เรายิ่งมีความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น
เพราะเกิดภาวะที่เรียกว่า “ทุกข์” ซ้อน “ทุกข์”
ซึ่งหมายถึง การเป็นทุกข์ เพราะไม่อยากมีความทุกข์
ดังนั้น การพยายามหลีกหนีความทุกข์
จึงไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ความทุกข์หมดไป
แต่กลับทำให้เกิดความทุกข์ทับซ้อนกันขึ้นอีก นั่นเอง
.
วิธีที่จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง หรือหมดไป
ก็คือ การเผชิญหน้ากับความทุกข์
แล้วเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และยอมรับ
ความเป็นจริงของความทุกข์ที่เกิดขึ้น
ซึ่งก็คือ หลักอริยะสัจสี่ อันเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าทรงค้นพบ
และทรงเมตตามอบความรู้นี้กลับคืนมาให้กับ
สัตว์โลกทั้งหลายได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติ
เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง
.
ถ้า “ความทุกข์” นั้น ไม่ดีจริง
พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงนำมาตรัสสอนมนุษย์
แต่พระองค์ทรงรู้ว่า “ความทุกข์” นี้เอง
คือ กุญแจดอกสำคัญในการจุดปัญญาของทุกคน
พระองค์จึงทรงนำเอา “ความทุกข์”
ขึ้นมาตรัสสอนเป็นข้อแรกของหลักอริยสัจสี่
เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า
หากผู้ใดไม่เข้าใจ และเข้าถึงเหตุแห่งความทุกข์
ก็ย่อมไม่มีหนทางที่จะนำผู้นั้นออกจากความทุกข์ได้เลย
.
ดังนั้น ความทุกข์จึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องหลีกหนี
แต่ยิ่งต้องศึกษาให้ดี ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้
เราจึงจะมองความทุกข์เป็น คือ
เห็นความจริงของความทุกข์ “อย่างที่มันเป็น”
จึงจะเห็นทางออกจากทุกข์ และพบความสุขที่แท้จริง
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

ฉันเป็น “คนตรง”

%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87

คนตรง ในความหมายที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ
ก็คือ คนที่พูดจาตรงไปตรงมา โผงผาง
คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
ซึ่งคนที่มีลักษณะแบบนี้
ก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียอยู่รวมกัน
.
ข้อดี ก็คือ
1.เขาพูดด้วยความจริงใจ
หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้กัน
ก็คือ ไม่สร้างภาพให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น
.
2.เขาไม่นินทาว่าคุณลับหลัง
เพราะคนแบบนี้จะว่าคุณต่อหน้า
ไม่มีลับลมคมใน หน้าอย่างหลังอย่าง
หรือภาษาที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้กัน
ก็คือ เขาไม่มีนิสัยปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
.
3.สิ่งที่เขาพูดกับคุณ
เป็นสิ่งที่คุณได้ยินจากปากเขาโดยตรง
ไม่ใช่ได้ยินมาจากปากคนอื่น
สารของเขาจึงไม่ได้ถูกแต่งเติมเสริมต่อ
ให้ผิดเพี้ยนจากสิ่งที่เขาต้องการจะพูดกับคุณ
.
4.เขาจะไม่ค่อยเป็นคนโกรธเคืองใครนาน
จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด
เขาจะพูดทีเดียวแล้วก็จบเรื่องกันไป
ไม่มีอะไรที่ค้างคาใจ หรือติดค้างในใจ
เพราะเขาได้พูดสิ่งที่คิดออกไปหมดแล้ว
.
ฯลฯ
.
ส่วนข้อเสีย ก็คือ
1.คำพูดของเขาจะตรงมาก
และอาจทิ่มแทงใจคุณให้เจ็บปวดจี๊ดเลยทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงที่คุณไม่อยากได้ยิน
.
2.เขาพูดโดยรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจใคร
เขาไม่สนทั้งหน้าอินทร์ หน้าพรหมใดๆ
ขอแค่เขาได้พูดความจริงตามความคิดของตัวเอง
แค่นั้นก็เป็นที่พอใจของตัวเขาแล้ว
.
3.คำพูดของเขาสามารถสร้างความบาดหมางใจ
ให้เกิดขึ้นในหมู่คณะได้ง่ายมาก
.
4.คำพูดของเขาสร้างศัตรูได้ทุกเมื่อ
และอาจนำภัยมาสู่ตัวเขาเอง
เพราะจะมีคนที่รู้สึกไม่ชอบ โกรธเคือง เจ็บแค้น
ที่คำพูดของเขามันไปแทงใจดำเข้าให้อย่างจัง
.
ฯลฯ
.
หลายคนชื่นชอบคนแบบนี้
เพราะรู้สึกว่าไม่ต้องระแวดระวังอะไร
มีอะไรก็พูดกันแบบเปิดอกตรงไปตรงมา
แล้วก็จบเรื่องกันไป
.
แต่ก็มีหลายคนอีกเหมือนกัน
ที่รับคนแบบนี้ไม่ได้เลย
เพราะรู้สึกไม่ชอบที่เขาพูดโดยไม่รักษาน้ำใจใคร
และทุกครั้งที่ฟังคำพูดของคนแบบนี้
มันช่างจี้จุดเจ็บ และรู้สึกขุ่นเคืองใจได้ตลอดเวลา
.
ความตั้งใจที่เขียนบทความนี้ขึ้นมา
ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะเชิดชู และตำหนิ
คนตรงที่ไม่รักษาน้ำใจใคร แต่ประการใด
เพียงแต่การพูดถึงเรื่องอะไรก็ตาม
ก็ควรจะพูดทั้งด้านดี และด้านเสียเสมอ
เพื่อให้ผู้รับสารได้รับข้อมูลทั้ง 2 ด้าน
โดยไม่ตัดสินใครด้วยความลำเอียง
ด้วยความชอบ หรือความชังเป็นพื้นฐาน
เพราะการตัดสินใจด้วยความลำเอียงนี้
เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย
ต่อความสามัคคี และความสงบสุข
ของคนในหมู่คณะอย่างมากทีเดียว
.
และอีกจุดประสงค์หนึ่งของบทความนี้
คือ ต้องการแบ่งปันแง่คิด
ของการเป็นคนตรงแบบไม่รักษาน้ำใจใคร
โดยกล่าวว่า “มันเป็นตัวตน” ของฉัน
ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ฟังดูเหมือนจะสมเหตุสมผล
แต่อาจลืมคิดไปว่า “การเป็นตัวตน”
ต้องไม่เป็นโทษต่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมด้วย
จึงจะเป็น “การมีตัวตน” ที่มีประโยชน์ทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น
.
คำถามที่อยากฝากให้ลองคิด คือ
วิธีการเป็น “คนตรง” คือ
การเป็นคนที่พูดความจริง
ในแบบที่รักษาความจริงได้
แล้วก็รักษาน้ำใจผู้อื่นด้วยนั้น
มันเป็นสิ่งที่ทำให้ “ความเป็นตัวตน” ของคนตรง
สูญเสียไปจริงหรือไม่
.
ถ้าคุณตอบว่า
การพูดความจริงในแบบที่รักษาน้ำใจผู้อื่นด้วย
มันทำไห้ “ความเป็นตัวตน” ของคุณหมดไป
ลองคิดทบทวนดูใหม่อีกครั้งว่า
แท้ที่จริงแล้ว…คุณกลัวสูญเสีย
“ความเป็นตัวตน” หรือ “ความเป็นคนตรง” กันแน่?
.
มองตัวเองให้ชัดเจน แล้วคุณอาจได้พบความจริงว่า
คุณกำลังถูกความกลัวที่จะสูญเสีย “ความเป็นตัวตน”
หลอกให้ตัวคุณหลงเชื่อว่า คุณเป็น “คนตรง” ก็เป็นได้
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

 

 

หลงเชื่อ เพราะว่าเขา “หลอก” หรือที่จริง เป็นเพราะเราน่ะ “หลอก” ตัวเอง

 

%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad

หลายคนเวลาซื้อของมีคุณภาพไม่ดีมา
มักจะพูดว่า ถูกคนขาย “หลอก”
ความจริงส่วนหนึ่ง ก็มีส่วนใช่ที่คนขายหลอก
.
เพราะมีความจริงที่น่าแปลกอย่างหนึ่ง ก็คือ
คนส่วนใหญ่มักชอบฟังคำพูดที่สวยหรู ดูดี
มากกว่าที่คำพูดที่เป็นความจริงตรงไปตรงมา
ฉะนั้น คำโฆษณาที่มันเชิญชวนคนให้เชื่อได้
จึงถูกนำมาใช้เป็นวิธีการทำการตลาดที่ทรงพลัง
.
ส่วนใหญ่คำโฆษณาที่พบ
ก็มักจะบอกสรรพคุณของสินค้าว่าดีพิเศษอย่างไร
เช่น ใช้ครีมแค่ข้ามคืนหน้าขาวใสทันที เป็นต้น
.
คนซื้อที่ตัดสินใจซื้อสินค้า
คุณว่าเขาซื้อเพราะอะไร
ซื้อเพราะถูกคนขาย “หลอก” ว่าสินค้ามันดี
หรือเป็นเพราะว่าเขาซื้อ
เพราะ “ความอยาก” สวยแบบเห็นผลทันใจ
.
จะว่าคนขาย“หลอก” ก็มีส่วนจริงอยู่ส่วนหนึ่ง
แต่ถ้าคนซื้อไม่มี “ความอยาก” สวยแบบทันใจ
และมีสติมากพอที่จะเอะใจ และพิจารณาว่า
ครีมอะไรมันจะมีสรรพคุณวิเศษณ์ขนาดนั้น
คนซื้อก็จะไม่ถูก “หลอก” ได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
.
ฉะนั้น ถ้าคุณถูก “หลอก” ให้ซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง
ลองพิจารณาทบทวนให้ดีว่า
ที่คุณถูกคนขาย “หลอก”
ส่วนหนึ่งมาจาก “ความอยาก”
ที่มัน “หลอก” ตัวคุณเองให้ตัดสินใจซื้อหรือเปล่า
.
คนขายเขารู้จุดอ่อนตรงนี้ของคน
เขาจึงเอา “ความอยาก” ของคนนี่เอง
มาเป็นกลยุทธ์ที่ล่อใจให้คนซื้อของอย่างหน้ามืดตามัว
.
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าอะไร
ก็ต้องมีสติใคร่ครวญคิดพิจารณาดีๆ ว่า
กำลังถูก “ความอยาก” ของตัวเอง
หลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า
จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนขาย
หรือนักการตลาดที่ใช้ “ความอยาก” ของคน
เป็นตัวล่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ดีเกินจริง
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
และเพื่อไม่พลาดบทความถัดๆ ไป
#กด see first ตรงปุ่ม like หน้าเพจ
หรือ #กด get notification นะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

ความหมายของชีวิต อยู่ที่ “คุณค่า” หรือ “มูลค่า”

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5

วันก่อนได้มีโอกาสดูรายการ Perspective
ซึ่งเป็นอีกตอนหนึ่งที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกหลายอย่าง
มีทั้งความประทับใจ และก็รู้สึกสะท้อนใจ
ในเรื่องราวชีวิตที่เกิดขึ้นในครอบครัวของคนต้นเรื่อง
.
เป็นตอนที่พิธีกรไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มคนหนึ่ง
ที่เคยทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ
แต่ตัดสินใจลาออกจากงานที่กำลังก้าวหน้ามีอนาคต
กลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดในต่างจังหวัด
.
หลายคนฟังดูก็คิดว่า
เป็นแค่เรื่องธรรมดาไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่
เพราะเคยได้ยินเรื่องราวของคนหลายคน
ที่ตัดสินใจทิ้งหน้าที่การงานที่ได้เงินดีในกรุงเทพฯ
กลับมาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดมาเยอะแล้ว
.
ก็อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่ใครหลายคนคิด
แต่ในเรื่องราวที่ดูเหมือนเป็นเรื่องราวธรรมดานี้
มันมีความคิดที่ดี และมีคุณค่าซ่อนอยู่ในนั้นด้วย
จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาที่น่าชื่นชมทีเดียว
.
เรื่องที่ว่าไม่ธรรมดาก็คือ
ความคิดของชายหนุ่มคนนี้นั่นเอง
มีน้อยคนที่จะมีความคิดแบบผู้ชายคนนี้
.
เรื่องแรกที่ได้เรียนรู้ และเกิดความรู้สึกประทับใจ
กับความคิดของผู้ชายคนนี้ ก็คือ
เขาไม่ให้ “เงิน” มีอำนาจเหนือกว่า “ใจ” ของตัวเอง
เขาไม่ให้ “เงิน” ทำลาย “ความฝัน” ของตัวเอง
เขาไม่ให้ “เงิน” กลืนกิน “ชีวิต” ของตัวเอง
.
คนส่วนใหญ่ในสังคมถูกเงินครอบงำ
ความคิด ความฝัน และชีวิต
ยึดถือเงินเปรียบเหมือนเป็นเจ้าชีวิต
เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
การคิด และตัดสินใจทำอะไร
จึงใช้เงินเป็นตัวตั้งเสมอ
ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะทำตาม
เสียงความต้องการที่แท้จริงในใจของตัวเอง
เพราะกลัวว่า จะไม่มี “เงิน”
ซื้อความสุข สะดวก สบายได้เหมือนเดิม
.
หลายคนใช้ “เงิน” วัดคุณค่าของความเป็นคน
เพราะถูกค่านิยมของสังคมปลูกฝังมาโดยตลอดว่า
ต้องมี “เงิน” มาก จึงจะเป็นคนที่มีความสุข
และได้รับการยกย่องนับหน้าถือตาในสังคม
.
คนที่มี “เงิน” น้อยจะถูกมองว่าเป็นคนด้อยค่า
หลายคนใช้ “เงิน” เป็นเครื่องแบ่งแยกชนชั้นของคนในสังคม
และกลายเป็นว่า “เงิน” มีค่าเหนือกว่า “ความเป็นคน”
.
แต่ชายหนุ่มคนนี้เขาไม่ได้ใช้ “เงิน” เป็นตัวตั้งของชีวิต
แต่ใช้ “คุณค่า” ของตัวเองเป็นตัวตั้งของชีวิต
เขาเคารพ “คุณค่า” ของตัวเองเหนือว่า “เงิน”
การมี “เงิน” น้อยจึงไม่ได้ทำให้ “คุณค่า” ของตัวเขาลดลง
แต่กลับยิ่งเพิ่มขึ้น ด้วยการเคารพ “คุณค่า” ของตัวเองอย่างแท้จริง
.
เรื่องที่สองที่ได้เรียนรู้ และเกิดทั้งความรู้สึกสะท้อนใจ
และประทับใจกับเรื่องราวในครอบครัวของผู้ชายคนนี้ ก็คือ
พิธีกรได้ถามคำถามหนึ่งกับแม่ของชายหนุ่มคนนี้ว่า
รู้สึกอย่างไรที่ลูกลาออกจากงานสถาปนิก
แล้วกลับมาทำอาชีพเกษตรกรที่บ้าน
.
แม่ของชายหนุ่มคนนี้ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า
ตอนแรกเธอรู้สึกอายเพื่อนบ้าน
ที่ลูกชายเรียนจบมาตั้งสูง
แต่กลับมาทำอาชีพเกษตรกรที่บ้าน
เพราะตอนลูกชายทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ที่กรุงเทพฯ
เธอคุยชื่นชมลูกตัวเองกับเพื่อนบ้านไว้เยอะ
.
สิ่งที่ทำให้รู้สึกสะท้อนใจ ก็คือ
สังคมไทยเราถูกปลูกฝังความคิดของการวัดคุณค่าของคน
จาก “อาชีพ”, “ตำแหน่ง”, “ชื่อเสียง“ และ ”เงิน”
คนที่เรียนจบสูง ทำงานอยู่บนตึกสูงๆ ในเมือง
จึงจะเป็นคนที่มีเกียรติ และได้รับการยอมรับจากสังคม
ซึ่งเป็นรากเหง้าความคิดที่ทำให้ใครหลายคน
ยอมทนใช้ชีวิตอยู่กับการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รักไปตลอดชีวิต
เพราะต้องการได้รับการยอมรับจากสังคมว่า
เป็นคนมี “เกียรติ” และมี “เงิน”
.
แต่ในความสะเทือนใจ ก็มีความประทับใจเกิดขึ้นด้วย
เพราะพิธีกรได้ถามแม่ของชายหนุ่มอีกครั้งว่า
แล้วตอนนี้รู้สึกยังไงที่ลูกมาทำอาชีพเกษตรกรที่บ้าน
.
เธอตอบพร้อมทั้งน้ำตาว่า
เธอรู้สึกดีใจที่ลูกกลับมาทำการเกษตรที่บ้าน
ได้เห็นลูกชอบ ลูกมีความสุข
รู้สึกภูมิใจว่างานที่ลูกทำก็เป็นงานที่มีค่า
ตอนนี้ไม่อายใครแล้ว
.
จากสิ่งที่เธอตอบทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจว่า
การที่ลูกชายของเธอเลือกทำตามความฝันด้วยความรัก
มันสามารถทำลายรากเหง้าความคิด
ที่ติดยึดกับภาพลักษณ์ของความสุขแบบเดิม
ที่ใช้สิ่งภายนอกเป็นตัวตัดสิน “คุณค่า” ของคน
แล้วเข้าใจว่า “คุณค่า” ของการมีชีวิตอยู่
คือ การได้ทำสิ่งที่รักอย่างมีความสุข
.
ขอบคุณรายการที่ทำให้มีโอกาสได้ดูเรื่องราวดีๆ นี้
และทำให้ได้ข้อคิดที่ดีในการใช้ชีวิต
เลยอยากนำข้อคิดนี้มาแบ่งปันให้กับหลายคน
เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจหนึ่ง
ให้กับคนที่กำลังคิดจะทำตามความฝันของตัวเอง
แต่กำลังติดกรอบความคิดแบบเดิมๆ
ได้มีมุมมองที่สามารถสร้างชีวิตใหม่
ที่มีความสุขในแบบของตัวคุณเองอย่างแท้จริง
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด