งาน คืออะไร?

%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3

เมื่อพูดถึงคำว่า “งาน”
คุณรู้สึกอย่างไร?
.
คุณเคยสังเกตอารมณ์ และความรู้สึกของคุณ
เมื่อได้ยินคำว่า “งาน” บ้างหรือไม่
.
ถ้าคุณรู้สึกไม่ดีกับคำว่า “งาน”
คุณเคยสังเกตตัวเองไหมว่า
คุณให้คำนิยามความหมาย
ของคำว่า “งาน” ว่าอย่างไร
.
ลองถามตัวเอง และสังเกตดู
คุณก็จะรู้คำตอบว่า
ทำไมคุณถึงรู้สึกไม่ดีกับ
คำว่า “งาน”
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้นะ
.
#คำถามนิยามชีวิต
#สังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าใจซึ่งกันและกัน
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

 

Advertisements

วันพรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง!!!

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%a3

หลายคนอ่านประโยคข้างต้น
คงนึกสงสัยว่า ทำไมถึงพูดแบบนี้?
และดูเหมือนจะเป็นความคิด
ที่ทำให้รู้สึกสิ้นหวังในชีวิตยังไงก็ไม่รู้
.
จริงๆ แล้ว ประโยคข้างต้น
ไม่ได้เป็นประโยคที่ต้องการ
ทำให้คนอ่านรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต
แต่เป็นประโยคที่กระตุ้นเตือนให้ทุกคน
ได้กลับมามีสติ และคิดทบทวนว่า
ในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป
เราได้ใช้เวลาชีวิตอย่างรู้คุณค่าแล้วหรือยัง
.
เพราะความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็คือ
ชีวิต คือ ความไม่แน่นอน
และไม่มีใครรู้ได้ว่า
วันพรุ่งนี้จะยังมีอีกไหม
.
ขอให้ใช้ชีวิตในทุกขณะอย่างมีสติ และมีคุณค่าที่สุด
หยุดคิดถึงอดีต เลิกกังวลกับอนาคต
ลด ละ การใช้ชีวิตอย่างประมาท และไร้คุณค่า
เพราะเวลาในปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นความจริง
อย่าคาดหวังรอวันพรุ่งนี้
เพราะอาจไม่มีเวลานั้นเกิดขึ้นจริงอีกแล้วก็ได้
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

แท็กซี่ดีๆ ยังมี เจอแบบนี้ ต้องช่วยกันแชร์!!!

https://www.khaosod.co.th/wp-content/uploads/2017/01/

หลายครั้งที่ได้ยินแต่คนพูดถึงคนขับแท็กซี่มารยาทไม่ดี วันนี้เรานำข่าวดีมาฝาก เพื่อจะบอกว่าสังคมไทยยังมีคนขับแท็กซี่นิสัยดีอยู่ เรามาช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนพวกเขากันนะคะ จะได้เป็นแรงกระตุ้นให้มีคนขับแท็กซี่ที่ดีเพิ่มมากขึ้น ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากการได้รับการบริการที่ดีขึ้นด้วยค่ะ

เรื่องราวนี้โพสต์โดยคุณ Ssojinp Amas  ว่า คือเรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้จริงๆ คือเรานั่งแท็กซี่แล้วลุงแท็กซี่ไม่รู้ทาง โอเคขับงมทางกันไป พอสักพักนึงเริ่มรู้สึกหลงละไง ลุงแท็กซี่เลยจอด และคิดดูว่ามันเปลี่ยว ตอนนั้นเวลา 5 ทุ่มครึ่ง ตอนแรกคิดในใจ มึงจะทำไรกูป่ะว่ะ แต่เอาเหอะไม่กลัว พร้อมสู้

ผลคือลุงเปิดไฟ ใส่แว่น หยิบแผนที่ขึ้นมาดู โอ้ยยยย แล้วพูดจาดีมากๆ บอกว่าลุงไม่เคยมา ไม่แน่ใจ แต่รับมาแล้วยังไงก็จะไปส่ง ถ้าหนูรำคาญจะเรียกคันใหม่ก็ได้ นี่บอกไม่เป็นไรๆ ค่ะ ได้หมดๆ

แล้วผลคือหลงแหละ แต่ลุงบอกว่าไม่อยากให้มองลุงไม่ดี เคยมาเท่าไหร่? เราบอกตรง เลยว่าเราเคยมา 100 บาท หรือประมาน 120 แต่ว่าตอนนั้นอ่ะ มิเตอร์มัน 150 แล้วไง แต่ยังไม่ถึงเลย อยู่ๆ ลุงก็กดปิดมิเตอร์เลย แล้วบอกให้เท่าที่หนูเคยมาก็พอ ดีอ่ะ แล้วพูดจาดีกริยาดี

พอถึงที่หมาย เราจ่าย 200 เราตั้งใจให้เค้าเลย 200 เพราะเราอยากให้คนที่เค้าทำความดีรู้สึกว่าความดีทำแล้วไม่ใช่สิ่งที่เห็นผลช้า อยากให้เค้าเป็นคนดีที่ทำดี และได้สิ่งดีๆต่อไป

ลุงเค้าก็บอกให้เอาเงินถอนนะ แต่เราไม่เอา พอลง ยามที่คอยเปิดประตูบ้านให้เราไม่รู้หายไปไหน เราเลย ยืนรอหน้าบ้าน ลุงแท็กซี่ก็กลับรถและรอเป็นเพื่อน แกบอกทำไมไม่เข้าบ้านไม่หล่ะหนู เราบอกไม่รู้ยามหายไปไหนต้องให้เค้าเปิดประตูให้ พอสักพัก ยามมา ลุงเลยขับแท็กซี่ออกไป ดีมากอ่ะ #แท็กซี่ดีๆยังไม่ตาย #ทำดี

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : ข่าวสด

 

5 วิธีแสดงความรักให้โดนใจ

 

5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%83

ใครเคยมีโมเม้นท์แบบนี้กันบ้างไหมคะ
คุณแสดงความรักกับคนรักเท่าไร
แต่ทำไมเขากลับไม่ Get ว่าคุณรักเขา
เช่น คุณบอกกับเขาว่าคุณรักเขา
แต่เขากลับรู้สึกเฉยๆ งั้นๆ
ทั้งที่ลึกๆ แล้ว คุณกับเขาก็ยังคงรักกัน
.
ถ้าสัมพันธ์รักของคุณมีโมเม้นท์แบบนี้
ลองอ่านเรื่องราวด้านล่างนี้ดูนะคะ
คุณอาจจะพบสาเหตุที่ทำให้คุณสื่อสารความรัก
แล้วมันเข้าไม่ถึงหัวใจของคนรักของคุณก็ได้ค่ะ
.
หนังสือ The 5 love languages บอกว่า
มนุษย์เรามีการแสดงความรักอยู่ 5 แบบใหญ่ๆ คือ
แสดงความรักด้วยคำพูด การเขียน
เช่น บอกรัก พูดให้กำลังใจ พูดชม
ซึ่งเป็นการพูดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
.
การแสดงความรักด้วยการสัมผัส เช่น
การจับมือ การโอบกอด การหอมแก้ม เป็นต้น
.
การแสดงความรักด้วยการมีเวลาคุณภาพด้วยกัน
เช่น ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน โดยให้ความสนใจกับคนรัก 100%
.
การแสดงความรักด้วยการให้บริการ
เช่น ช่วยถือของ เปิดประตูรถให้ ทำอาหารให้ทาน เป็นต้น
.
การแสดงความรักด้วยการให้ของขวัญ
เช่น ซื้อของขวัญให้คนรักในวาระต่างๆ เป็นต้น
.
สิ่งที่ทำให้คุณกับคนรักสื่อสารความรัก
แล้วมันไม่เข้าถึงหัวใจของกันและกัน
มาจากคุณกับคนรักของคุณ
ใช้ภาษารักกันคนละภาษา นั่นเอง
.
ยกตัวอย่าง เช่น
คนรักของคุณใช้ภาษารักแบบที่ 4 คือ
การแสดงความรักด้วยการให้บริการ
นั่นหมายความว่า…
คนรักของคุณจะแปลความหมายของการให้บริการ
ว่าเป็นการแสดง “ความรัก”
.
ถ้าคุณแสดงความรักกับคนรักของคุณด้วยวิธีอื่น
เขาจะไม่รู้สึกว่าคุณรักเขามากเท่าไร
แต่ถ้าคุณให้บริการกับคนรักของคุณ
เขาจะรู้สึกได้ทันทีว่า “คุณรักเขา”
.
ดังนั้น การจะทำให้สัมพันธ์รักของคุณกับคนรักของคุณ
ดำเนินไปด้วยความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างดี
คุณและคนรักของคุณต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันว่า
แต่ละคนใช้ภาษารักแบบไหน
แล้วต่างฝ่ายต่างก็ใช้ภาษารักแบบนั้นกับอีกฝ่ายหนึ่ง
คุณและคนรักของคุณก็จะสามารถแสดงความรัก
แล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง Get กับความรักของคุณได้แล้วค่ะ
.
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กันนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#MindsetforHappinessLife
#เทรนความคิดเป็นมิตรความสุข
#ชุมชนคนคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

พจนานุกรม “ส่วนตัว”

พจนานุกรมส่วนตัว.png

เมื่อพูดถึงคำว่า “พจนานุกรม”
หลายคนคงรู้จักกันอยู่แล้วว่า
พจนานุกรม ก็คือ
แหล่งรวมคำต่างๆ ในภาษาใดภาษาหนึ่ง
พร้อมทั้งมีความหมาย และที่มาของคำนั้นๆ ด้วย
.
ซึ่งความหมายของพจนานุกรม
ตามที่อธิบายไว้ข้างต้นนั้น
เป็นพจนานุกรมที่มีไว้สำหรับทุกคนได้ใช้กัน
.
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า
คุณแต่ละคนนั้นมีพจนานุกรมส่วนตัว
ที่เก็บรวบรวมคำต่างๆ ที่คุณใช้พูด และสื่อสาร
กับตัวเอง และผู้อื่นมาตลอดชีวิต
.
และคุณเชื่อหรือไม่ว่า
คำต่างๆ ในพจนานุกรมส่วนตัวของคุณ
คือ ตัวแทนที่อธิบายความเป็นไปทั้งหมดในชีวิตของคุณ
.
เพราะคำพูดทุกคำที่คุณใช้พูด หรือสื่อสาร
กับตัวเอง และกับผู้อื่นนั้น
เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่คุณส่งออกไปยังโลก
และมันมีแรงสั่นสะเทือนที่สามารถดึงดูดผลลัพธ์ต่างๆ
ที่มีพลังงานแบบเดียวกันให้ปรากฏขึ้นในชีวิตของคุณ
เช่น คุณพูดกับตัวเองว่า ชีวิตคุณมันห่วย
คุณก็จะพบว่าจะมีเหตุการณ์ต่างๆ
เข้ามาทำให้ชีวิตคุณห่วยตามที่คุณพูดอยู่เสมอ
นี่คือ การทำงานของกฎแรงดึงดูด นั่นเอง
.
ลองสำรวจดูนะคะว่า
พจนานุกรมส่วนตัวของคุณ
บรรจุคำพูดที่ไม่ดี หรือคำพูดลบๆ ไว้เยอะไหม
แล้วมันสัมพันธ์กับความเป็นไปของชีวิตคุณจริงหรือไม่
.
เริ่มต้นปีใหม่แล้ว
น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
ที่หลายคนจะได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น
.
เริ่มต้นง่ายๆ ไม่ยุ่งยากค่ะ
แค่คุณโละคำพูดที่ไม่ดี หรือคำพูดลบๆ
ออกจากพจนานุกรมส่วนตัวของคุณ
และเพิ่มคำพูดดีๆ หรือคำพูดที่เป็นบวก
เข้าไปในพจนานุกรมส่วนตัวของคุณแทนเท่านั้นเอง
.
ถ้าคุณทำได้ และทำอย่างต่อเนื่อง
คุณจะพบความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคุณอย่างแน่นอน
และคุณจะต้องแปลกใจว่า
การเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น
มันทำง่ายอย่างนี้ นี่เองเหรอ?
.
พจนานุกรมส่วนตัวของคุณ
เท่ากับ ชีวิตของคุณ
คำพูดทุกคำที่คุณใช้ในชีวิตของคุณ
จึงเท่ากับ คำที่นิยามความหมายของชีวิตคุณ นั่นเองค่ะ
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ
ที่ติดตามอ่านเป็นกำลังใจให้กัน
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#กดไลค์ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#กดแชร์ วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#ร่ายเวทมนตร์คาถาเสกมนตราแห่งความสุข
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

ครูสาวแบกนักเรียนหญิงป่วยหนัก เดินลงจากดอยไปส่งโรงพยาบาล

12400783_543647499130798_7910936218308888778_n

วันนี้มีข่าวดีๆ ของคนดีศรีสังคมที่สุดน่าประทับใจมาฝากกันอีกเช่นเคยค่ะ ใครทำดีเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องช่วยส่งเสริมสนับสนุนกันนะคะ

เรื่องราวที่น่าประทับใจระหว่างครูสาวกับลูกศิษย์นี้ เปิดเผยโดยเฟซบุ๊คของคุณ ภาณุ วงษ์ถาวรเรือง ลูกพ่อขุนสรรค์ ได้โพสต์ภาพของครูรัชนก เงินงามมีสุข ครูดอย กศน.อ.ท่าสองยาง เดินแบกร่างลูกศิษย์ที่ล้มป่วยหนักลงจากดอย เพื่อไปส่งที่โรงพยาบาล โดยระบุว่า “ครูดอยไม่ใช่แค่คนที่สอนหนังสือ แต่ยังเป็นพ่อ-แม่ เป็นหมอ เป็นช่างตัดผม เป็นทุกๆอย่าง ภาพวันนี้ครูรัชนก เงินงามมีสุข ครูดอย กศน.อ.ท่าสองยาง ขณะกำลังแบกนักเรียนที่ป่วยอาเจียนหมดแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ตอนนี้นำส่งโรงพยาบาลท่าสองยางถึงมือแพทย์แล้ว ครูขึ้นดอยนำนักเรียนส่งหมอแม้จะเป็นช่วงเวลาวันหยุดของครูดอย ในโลกนี้ยังมีคนดีๆ อีกมากที่คุณไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรอยู่”

ครูรัชนกเป็นครูที่มีความห่วงใยในลูกศิษย์ ลำบากแบกหนูน้อยลงจากยอดเขา เมื่อถึงโรงพยบาลก็นั่งเฝ้าไม่ห่าง ถือว่าเป็นตัวอย่างแม่พิมพ์ของชาติที่ดีจริงๆ คนหนึ่งที่น่ายกย่องมากๆ ค่ะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ค ภาณุ วงษ์ถาวรเรือง ลูกพ่อขุนสรรค์

ความหมายของชีวิต อยู่ที่ “คุณค่า” หรือ “มูลค่า”

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5

วันก่อนได้มีโอกาสดูรายการ Perspective
ซึ่งเป็นอีกตอนหนึ่งที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกหลายอย่าง
มีทั้งความประทับใจ และก็รู้สึกสะท้อนใจ
ในเรื่องราวชีวิตที่เกิดขึ้นในครอบครัวของคนต้นเรื่อง
.
เป็นตอนที่พิธีกรไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มคนหนึ่ง
ที่เคยทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ
แต่ตัดสินใจลาออกจากงานที่กำลังก้าวหน้ามีอนาคต
กลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดในต่างจังหวัด
.
หลายคนฟังดูก็คิดว่า
เป็นแค่เรื่องธรรมดาไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่
เพราะเคยได้ยินเรื่องราวของคนหลายคน
ที่ตัดสินใจทิ้งหน้าที่การงานที่ได้เงินดีในกรุงเทพฯ
กลับมาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดมาเยอะแล้ว
.
ก็อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่ใครหลายคนคิด
แต่ในเรื่องราวที่ดูเหมือนเป็นเรื่องราวธรรมดานี้
มันมีความคิดที่ดี และมีคุณค่าซ่อนอยู่ในนั้นด้วย
จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาที่น่าชื่นชมทีเดียว
.
เรื่องที่ว่าไม่ธรรมดาก็คือ
ความคิดของชายหนุ่มคนนี้นั่นเอง
มีน้อยคนที่จะมีความคิดแบบผู้ชายคนนี้
.
เรื่องแรกที่ได้เรียนรู้ และเกิดความรู้สึกประทับใจ
กับความคิดของผู้ชายคนนี้ ก็คือ
เขาไม่ให้ “เงิน” มีอำนาจเหนือกว่า “ใจ” ของตัวเอง
เขาไม่ให้ “เงิน” ทำลาย “ความฝัน” ของตัวเอง
เขาไม่ให้ “เงิน” กลืนกิน “ชีวิต” ของตัวเอง
.
คนส่วนใหญ่ในสังคมถูกเงินครอบงำ
ความคิด ความฝัน และชีวิต
ยึดถือเงินเปรียบเหมือนเป็นเจ้าชีวิต
เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
การคิด และตัดสินใจทำอะไร
จึงใช้เงินเป็นตัวตั้งเสมอ
ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะทำตาม
เสียงความต้องการที่แท้จริงในใจของตัวเอง
เพราะกลัวว่า จะไม่มี “เงิน”
ซื้อความสุข สะดวก สบายได้เหมือนเดิม
.
หลายคนใช้ “เงิน” วัดคุณค่าของความเป็นคน
เพราะถูกค่านิยมของสังคมปลูกฝังมาโดยตลอดว่า
ต้องมี “เงิน” มาก จึงจะเป็นคนที่มีความสุข
และได้รับการยกย่องนับหน้าถือตาในสังคม
.
คนที่มี “เงิน” น้อยจะถูกมองว่าเป็นคนด้อยค่า
หลายคนใช้ “เงิน” เป็นเครื่องแบ่งแยกชนชั้นของคนในสังคม
และกลายเป็นว่า “เงิน” มีค่าเหนือกว่า “ความเป็นคน”
.
แต่ชายหนุ่มคนนี้เขาไม่ได้ใช้ “เงิน” เป็นตัวตั้งของชีวิต
แต่ใช้ “คุณค่า” ของตัวเองเป็นตัวตั้งของชีวิต
เขาเคารพ “คุณค่า” ของตัวเองเหนือว่า “เงิน”
การมี “เงิน” น้อยจึงไม่ได้ทำให้ “คุณค่า” ของตัวเขาลดลง
แต่กลับยิ่งเพิ่มขึ้น ด้วยการเคารพ “คุณค่า” ของตัวเองอย่างแท้จริง
.
เรื่องที่สองที่ได้เรียนรู้ และเกิดทั้งความรู้สึกสะท้อนใจ
และประทับใจกับเรื่องราวในครอบครัวของผู้ชายคนนี้ ก็คือ
พิธีกรได้ถามคำถามหนึ่งกับแม่ของชายหนุ่มคนนี้ว่า
รู้สึกอย่างไรที่ลูกลาออกจากงานสถาปนิก
แล้วกลับมาทำอาชีพเกษตรกรที่บ้าน
.
แม่ของชายหนุ่มคนนี้ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า
ตอนแรกเธอรู้สึกอายเพื่อนบ้าน
ที่ลูกชายเรียนจบมาตั้งสูง
แต่กลับมาทำอาชีพเกษตรกรที่บ้าน
เพราะตอนลูกชายทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ที่กรุงเทพฯ
เธอคุยชื่นชมลูกตัวเองกับเพื่อนบ้านไว้เยอะ
.
สิ่งที่ทำให้รู้สึกสะท้อนใจ ก็คือ
สังคมไทยเราถูกปลูกฝังความคิดของการวัดคุณค่าของคน
จาก “อาชีพ”, “ตำแหน่ง”, “ชื่อเสียง“ และ ”เงิน”
คนที่เรียนจบสูง ทำงานอยู่บนตึกสูงๆ ในเมือง
จึงจะเป็นคนที่มีเกียรติ และได้รับการยอมรับจากสังคม
ซึ่งเป็นรากเหง้าความคิดที่ทำให้ใครหลายคน
ยอมทนใช้ชีวิตอยู่กับการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รักไปตลอดชีวิต
เพราะต้องการได้รับการยอมรับจากสังคมว่า
เป็นคนมี “เกียรติ” และมี “เงิน”
.
แต่ในความสะเทือนใจ ก็มีความประทับใจเกิดขึ้นด้วย
เพราะพิธีกรได้ถามแม่ของชายหนุ่มอีกครั้งว่า
แล้วตอนนี้รู้สึกยังไงที่ลูกมาทำอาชีพเกษตรกรที่บ้าน
.
เธอตอบพร้อมทั้งน้ำตาว่า
เธอรู้สึกดีใจที่ลูกกลับมาทำการเกษตรที่บ้าน
ได้เห็นลูกชอบ ลูกมีความสุข
รู้สึกภูมิใจว่างานที่ลูกทำก็เป็นงานที่มีค่า
ตอนนี้ไม่อายใครแล้ว
.
จากสิ่งที่เธอตอบทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจว่า
การที่ลูกชายของเธอเลือกทำตามความฝันด้วยความรัก
มันสามารถทำลายรากเหง้าความคิด
ที่ติดยึดกับภาพลักษณ์ของความสุขแบบเดิม
ที่ใช้สิ่งภายนอกเป็นตัวตัดสิน “คุณค่า” ของคน
แล้วเข้าใจว่า “คุณค่า” ของการมีชีวิตอยู่
คือ การได้ทำสิ่งที่รักอย่างมีความสุข
.
ขอบคุณรายการที่ทำให้มีโอกาสได้ดูเรื่องราวดีๆ นี้
และทำให้ได้ข้อคิดที่ดีในการใช้ชีวิต
เลยอยากนำข้อคิดนี้มาแบ่งปันให้กับหลายคน
เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจหนึ่ง
ให้กับคนที่กำลังคิดจะทำตามความฝันของตัวเอง
แต่กำลังติดกรอบความคิดแบบเดิมๆ
ได้มีมุมมองที่สามารถสร้างชีวิตใหม่
ที่มีความสุขในแบบของตัวคุณเองอย่างแท้จริง
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

อะไร? ที่เป็น “ปัญหา”

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

ถ้าพูดถึงปัญหาตามความหมายในพจนานุกรมแล้ว
ปัญหา หมายถึง สิ่งที่เป็นอุปสรรค และต้องพิจารณาแก้ไข
.
โดยส่วนใหญ่คนทั่วไปมักจะมองว่า
ปัญหาเกิดจากสิ่งภายนอกตัวเรา
เช่น ผู้คน สภาพแวดล้อม เป็นต้น
และพยายามจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้น
เพราะคิดว่าถ้าจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้
ปัญหาก็จะหมดไป
.
การได้เรียนรู้ธรรมะ
และศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองมากขึ้น
ทำให้ได้เรียนรู้ และเห็นว่า
ที่จริงแล้ว “ไม่มีอะไร” ที่เป็นปัญหา
มีแต่ “ความคิด” ที่คิดว่ามันมีปัญหา
ที่เป็น “ปัญหา” ที่แท้จริง
.
หลายคนอ่านประโยคข้างต้น
แล้วอาจจะรู้สึกงงๆ อยู่ใช่ไหม
ประโยคข้างบนมีความหมายว่า
อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
มันจะเป็น “ปัญหา” ได้
ก็ต่อเมื่อเราคิดว่า มันเป็น “ปัญหา” นั่นเอง
.
ดังนั้น ปัญหาจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
มีแต่ความคิดของเราเอง
ที่ไปนิยามว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ คือ “ปัญหา”
.
หลายท่านก็ยังคงแย้งในใจว่า “โลกสวย” ไปไหม
ก็อยากเชิญชวนให้ทุกท่านลองตอบคำถามนี้ดู
ทำไมคนหลายคนที่พบเจอเรื่องเดียวกัน
บางคนบอกว่า เรื่องนั้นเป็น “ปัญหา”
แต่บางคนกลับบอกว่า เรื่องนั้นเป็น “บทเรียน”
.
ดังนั้น ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ปัญหา” จริง
เรื่องนั้นก็ย่อมเป็นปัญหากับทุกคน
ที่ประสบในเรื่องเดียวกัน จริงหรือไม่
.
การมองเห็นความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เพราะหากเรามองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
จะทำให้เรามองไม่เห็นสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องที่เกิดขึ้น
.
มีลักษณะเหมือนหนูติดจั่น หรืองูกินหาง
ยิ่งพยายามแก้ไข ก็ยิ่งทำให้เรื่องนั้นวุ่นวายมากขึ้นไปอีก
มองไม่เห็นทางออกของเรื่องนั้นสักที
.
สรุปใจความสำคัญก็คือ
ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ “ปัญหา”
แต่ความคิดที่เรามีต่อเรื่องที่เกิดนั้นต่างหาก
ที่ทำให้เรื่องนั้นมันกลายเป็น “ปัญหา” ในชีวิตของเรา
.
ดังนั้น เมื่อมีเรื่องใดเกิดขึ้น
ถ้าเรามีสติรู้ตัวว่า
ตัวเรามองเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็น “ปัญหา”
ให้ตระหนักรู้โดยทันทีว่า
“ความคิด” ของเราเริ่มมีปัญหา
แล้วแก้ไขที่ความคิดของตัวเอง
ให้มีความเข้าใจต่อเรื่องนั้นๆ อย่างถูกต้อง
“ปัญหา” มันก็จะไม่มี
.
เพราะความจริง ก็คือ
ทุกเรื่องมันไม่ได้มี “ปัญหา” มาตั้งแต่ต้น
มีแต่ความคิดของตนที่สร้าง “ปัญหา” ขึ้นเอง
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด