ขัดใจ

Untitled

(คลิกรูปเพื่อรับชมวีดีโอนะคะ).

ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาชมวีดีโอนี้ค่ะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักค่ะ
.
#บันทึกจากห้องเรียนชีวิต
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

 

 

 

Advertisements

5 ลักษณะนิสัยที่ดึงดูดสิ่งไม่ดีเข้ามาในชีวิต

5 ลักษณะนิสัยดึงดูดสิ่งไม่ดี_ปก

(คลิกที่รูปเพื่อรับชมวีดีโอนะคะ)

คุณเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า
ทำไมคุณถึงพบเจอแต่ผู้คน และสถานการณ์ไม่ดีอยู่เสมอ

หลายคนมักโทษปัจจัยภายนอกต่างๆ ว่า
เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวไม่ดีในชีวิตของพวกเขา
โดยลืมย้อนกลับมาดูว่าตัวเขาเองนั้น
ได้สร้างเหตุอะไรจึงทำให้พวกเขาได้รับผลลัพธ์ในชีวิตเป็นแบบนั้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีชีวิตที่ตกอยู่ในสภาวะ
ที่ทุกข์ใจจากการพบเจอผู้คน และเรื่องราวไม่ดีอยู่ในตอนนี้
ลองทบทวนดูว่าคุณมี 5 ลักษณะนิสัยที่ดึงดูดสิ่งไม่ดีเข้ามาในชีวิตหรือไม่

1. ดูเรื่องไม่ดี เช่น
ชอบดูสิ่งที่ทำให้จิต
เกิดอา รมณ์ ความรู้สึกที่เป็นอกุศล ได้แก่
ดูละครตบตี ชิงรัก หักสวาท
ดูข่าวลบๆ
จับผิดคนอื่น เป็นต้น

2.ฟังเรื่องไม่ดี เช่น
ชอบฟังสิ่งที่ทำให้จิต
เกิดอา รมณ์ ความรู้สึกที่เป็นอกุศล ได้แก่
ฟังข่าวลบๆ
ฟังเรื่องไม่ดีของคนอื่น
ฟังเพลง อกหัก ช้ำรัก ผิดหวัง เศร้า รันทด เป็นต้น

3.พูดเรื่องไม่ดี เช่น
ชอบพูดสิ่งที่ทำให้จิตเกิดอารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นอกุศล ได้แก่
พูดนินทาว่าร้าย คนอื่น
พูดจาเสียดสี
เหน็บแนม ดูถูก เยาะเย้ยคนอื่น
พูดยุยงให้คนอื่นทะเลาะกัน
พูดโกหก
พูดล่อลวงให้คนอื่นเข้าใจผิด
พูดโอ้อวดเพื่อข่มคนอื่น
พูดวิจารณ์คนอื่นให้เกิดความเสียหาย เป็นต้น

4.ทำเรื่องไม่ดี เช่น
ชอบทำสิ่งที่ทำให้จิต
เกิดอา รมณ์ ความรู้สึกที่เป็นอกุศล ได้แก่
ทำร้ายร่างกายคนอื่น
บังคับ ขู่เข็ญ ข่มเหง รังแกคนอื่น
กลั่นแกล้งคนอื่น
วางอำนาจบาดใหญ่ใส่คนอื่น
เอาเปรียบคนอื่น เป็นต้น

5.คิดเรื่องไม่ดี เช่น
ชอบคิดสิ่งที่ทำให้จิต
เกิดอา รมณ์ ความรู้สึกที่เป็นอกุศล ได้แก่
คิดมุ่งร้ายกับคนอื่น
คิดอิจฉาริษยาคนอื่น
คิดอาฆาต พบาบาทคนอื่น
คิดเอาเปรียบคนอื่น
คิดตระหนี่หวงแหน เป็นต้น

ถ้าคุณมีลักษณะนิสัยข้อใดข้อหนึ่งที่กล่าวข้างต้น
ก็เป็นที่พึงระลึกไว้ได้เลยว่า
ตัวคุณเอง คือ คนเชื้อเชิญ และต้อนรับ
สิ่งไม่ดีให้เข้ามาในชีวิตของคุณอย่างแน่นอน

ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ
เราสร้างเหตุเช่นใด
เราย่อมได้รับผลเช่นนั้น
เพราะนี่ คือ กฎแห่งสัจธรรม
ซึ่งเป็นความจริงของโลก
ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลีกพ้นกฎนี้ได้

.
ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

“แรงบันดาลใจ” ก็ไม่สู้ “ใจบันดาลแรง”

050560-01(คลิกที่รูปเพื่อรับชมวีดีโอนะคะ)

หลายครั้งที่มีผู้คน หรือสถานการณ์ต่างๆ มากมายผ่านเข้ามาในชีวิต
แล้วทำให้จิตใจของเราเกิดความรู้สึกหึกเหิม
เหมือนได้รับการเติมเต็มด้วยพลังแห่งชีวิต
สิ่งนี้เรียกว่า “แรงบันดาลใจ”
.
แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานนัก
แรงบันดาลใจนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปจากความรู้สึก
เหมือนกับลมที่พัดผ่านร่างกาย
ซึ่งทำให้เรารู้สึกเย็นสบายเพียงชั่วครู่เท่านั้น
.
เราหลายคนจึงตกอยู่ในภาวะ
ทำอะไรแล้วก็ล้มเลิกกลางครันอยู่เสมอ
เพราะต้องคอยอาศัย “แรงจากภายนอก” เพื่อมา “บันดาลใจ” ของเรา
แต่ “แรงจากภายนอก” นั้น มีพลังเบาบางมาก
จนไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเราให้ไปถึงเป้าหมายได้จริง
.
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
มีทั้ง “แรงบันดาลใจ” และ “ใจบันดาลแรง”
เป็นองค์ประกอบของการก้าวไปสู่ความสำเร็จ
“แรงบันดาลใจ” เป็นแค่เพียงองค์ประกอบส่วนเล็กน้อยมาก
เมื่อเทียบกับ “ใจบันดาลแรง”
.
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
ใช้ “แรงบันดาลใจ” เป็นเครื่องมือจุดประกายไฟแห่งความสำเร็จ
แต่ใช้ “ใจบันดาลแรง” เติมเชื่อเพลิงซึ่งเป็นพลังแห่งชีวิต
ไปตลอดทางของการเดินทางไปสู่ความสำเร็จ
.
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ขอยกตัวเอย่างของการก่อกองไฟเพื่อทำอาหาร
“แรงบันดาลใจ” ก็คล้ายกับ “ไม้ขีดไฟ”
ที่จุดประกายให้เกิด “ไฟ” ขึ้นมาเท่านั้น
แต่ “ใจบันดาลแรง” นั้นคล้ายกับ “เชื้อเพลิง”
เช่น ฟืน, ขี้ไต้, กระดาษ, น้ำมัน , ก๊าซ เป็นต้น
ที่เราต้องหมั่นเติมเข้าไปในกองไฟ
เพื่อให้ไฟนั้นไม่ดับมอดลงไป
ก่อนที่เราจะทำอาหารเสร็จสิ้น นั่นเอง
.
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า
“แรงบันดาลใจ” นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ
แต่การมีเพียงแค่ “แรงบันดาลใจ” เท่านั้น
ก็คือ การที่เรามีเพียง “ความฝัน”
ที่ไม่มีทางเปลี่ยนเป็น “ความจริง”
สิ่งที่จะเปลี่ยน “ความฝัน” ให้เป็น “ความจริง” ได้นั้น
ก็คือ การที่เรามี “ใจบันดาลแรง” ในการลงมือทำต่อเนื่อง
อย่างมุ่งมั่นโดยไม่คิดที่จะล้มเลิก
.
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเน้นสอน
ให้เราหมั่นฝึกฝนสร้างพลังให้เกิดขึ้นที่ “ใจ”
เพราะ “ใจ” คือขุมพลังอันมหาศาล
ที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ และไม่มีที่สิ้นสุด
และเมื่อ “ใจ” มีพลังมากพอ
“ใจ” ดวงนี้นี่เองที่จะ “บันดาลแรง” ให้กับเรา
ก้าวข้ามทุกสิ่งไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง
.
อย่ามัวหวังพึ่ง “แรงบันดาลใจ” จากภายนอกอยู่เลย
แต่จงหันกลับมาฝึกฝน “ใจ” ให้เป็นแหล่งกำเนิดพลังให้กับตนเอง
เหมือนกับที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า
“ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”
ซึ่งเป็นหนทางอันประเสริฐที่สุดแล้ว
.
ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

 

“เป็นอะไร” ก็ไม่ยากเท่ากับ “เป็นตัวเอง”

เป็นอะไรไม่ยากเท่ากับเป็นตัวเอง
 .
หลายคนอาจกำลังมีคำถามว่า
“เป็นตัวเอง” เป็นแบบไหน และ
“เป็นตัวเอง” จะต้องทำอย่างไร
.
การเป็นตัวเองอาจทำให้เรา…
ดูแปลกแยกจากคนอื่น
ไม่เป็นที่ยอมรับ
ถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ
ถูกนินทา ถูกวิจารณ์ในทางลบ
อาจรู้สึกโดดเดี่ยวบนเส้นทางที่เลือกเดิน
ฯลฯ
 .
ดังนั้น เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด และรู้สึกปลอดภัย
เราหลายคนจึงจำเป็นต้อง…
แกล้งเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น
แกล้งทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
จนบางครั้งก็รู้สึกสับสน และแยกไม่ออกว่า
จริงๆ แล้ว เราเป็นคนแบบไหน
.
และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหลายคนรู้สึกเหนื่อย
เพราะการแกล้งเป็น หรือแกล้งทำ
ต้องใช้ความคิดในการจะเป็น หรือจะทำ
เพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
.
การเป็นตัวเองจึงเป็นความท้าทายที่หนักหน่วง
เพราะต้องใช้ความกล้า และพลังใจมหาศาล
ในการที่จะก้าวข้ามความกลัวเหล่านั้นไปได้
.
เมื่อไรที่เราสลัดความกลัวทั้งหมดออกไป
และกล้าที่จะเป็นตัวเองตามที่ใจเราบอกได้
โดยที่คำตัดสินของคนอื่นไม่มีอิทธิพลต่อใจของเรา
เมื่อนั้นเราจะมีอิสรภาพในชีวิตอย่างแท้จริง
.
ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

เรา “หักหลัง” หรือ “ทรยศ” ตัวเองหรือเปล่า?

หักหลังตัวเอง

ทุกครั้งที่เรา “ไม่ทำ”
ในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “ควรทำ”
ก็คือการ “หักหลัง” หรือ“ทรยศ” ใจตัวเอง
.
ยิ่งเรา “หักหลัง” หรือ“ทรยศ” ใจตัวเองมากขึ้นเท่าไร
เราก็ยิ่ง “เคารพ” และ “ให้เกียรติ” ตัวเองน้อยลงเท่านั้น
.
การถูกใครหักหลัง หรือทรยศ
ก็ไม่เจ็บปวดเท่ากับ
“การหักหลัง” หรือ “การทรยศ” ตัวเอง
.
ถ้าเรายังไม่สามารถ “เคารพ” และ “ให้เกียรติ” ตัวเองได้
เราจะไม่มีวันคู่ควรได้รับการ “เคารพ” และ “ให้เกียรติ”
.
ถึงแม้เราจะได้รับการเคารพ หรือเกียรติจากใคร
แต่ในใจลึกๆ ก็จะฟ้องว่า เรา “ไม่คู่ควร”
.
ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านนะคะ
.
#Comment ได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้ได้นะคะ
#Share วนๆ ไป ถ้าบทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก หรือคนที่คุณรู้จักได้ค่ะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

ไม่ต้อง “อดทน”

%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%99

เมื่อได้ยินคำว่า “อดทน” แล้ว รู้สึกอย่างไร
คำนี้ให้ความรู้สึกว่า
จำเป็นต้อง “แบก” ความรู้สึกที่ไม่ชอบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้
และเกิดความหนักขึ้นกับ “ใจ”
หรือที่เรียกว่า “หนักใจ” นั่นเอง
.
ถ้าทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น
ก็เปรียบเทียบเหมือนกับการแบกของหนักเอาไว้นานๆ
กล้ามเนื้อก็จะเกิดการล้าจนทนไม่ไหว
และผลสุดท้ายก็ต้องปล่อยของที่แบกเอาไว้ทิ้งไป
.
การ “อดทน” ไม่ได้ให้ผลดีใดๆ
แต่ยิ่งเป็นการกดทับความรู้สึกที่ไม่ดีเอาไว้ภายในใจ
ถ้าคนไหนมีสติมาก
ก็พอที่จะต้านแรงกดดันที่ถูกสะสมอยู่ในใจได้ไหว
แต่ถ้าคนไหนมีสติน้อย
แรงกดดันที่เก็บสะสมอยู่ภายในใจ
ก็พร้อมที่จะระเบิดออกไปทำลายทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว
หรือแม้กระทั่งทำลายชีวิตตัวเอง
.
วิธีการรับมือกับสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจ
จึงไม่ใช่การใช้ความ “อดทน”
เพราะการ “อดทน” ไม่ใช่วิธีการที่ทำให้ปัญหาหมดไป
แต่กลับเป็นการเก็บสะสมปัญหานั้นเอาไว้
.
ดังนั้น วิธีการรับมือกับสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจที่ได้ผล
ก็คือ การทำความ “เข้าใจ” และ “ยอมรับ” กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น
เพราะนั่นคือ การปล่อยวางสิ่งนั้นลง นั่นเอง
เมื่อไม่แบกความรู้สึกที่ไม่ดีไว้
ใจมันก็ไม่หนัก ใจมันก็เบาสบาย ใจก็เกิดความสุข
.
เลิกใช้คำว่า “อดทน”
และเปลี่ยนมาใช้คำว่า “เข้าใจ” และ “ยอมรับ” แทน
แล้วจะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และมีความสุขมากขึ้น

.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

วันพรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง!!!

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%a3

หลายคนอ่านประโยคข้างต้น
คงนึกสงสัยว่า ทำไมถึงพูดแบบนี้?
และดูเหมือนจะเป็นความคิด
ที่ทำให้รู้สึกสิ้นหวังในชีวิตยังไงก็ไม่รู้
.
จริงๆ แล้ว ประโยคข้างต้น
ไม่ได้เป็นประโยคที่ต้องการ
ทำให้คนอ่านรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต
แต่เป็นประโยคที่กระตุ้นเตือนให้ทุกคน
ได้กลับมามีสติ และคิดทบทวนว่า
ในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป
เราได้ใช้เวลาชีวิตอย่างรู้คุณค่าแล้วหรือยัง
.
เพราะความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็คือ
ชีวิต คือ ความไม่แน่นอน
และไม่มีใครรู้ได้ว่า
วันพรุ่งนี้จะยังมีอีกไหม
.
ขอให้ใช้ชีวิตในทุกขณะอย่างมีสติ และมีคุณค่าที่สุด
หยุดคิดถึงอดีต เลิกกังวลกับอนาคต
ลด ละ การใช้ชีวิตอย่างประมาท และไร้คุณค่า
เพราะเวลาในปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นความจริง
อย่าคาดหวังรอวันพรุ่งนี้
เพราะอาจไม่มีเวลานั้นเกิดขึ้นจริงอีกแล้วก็ได้
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด

มอง “ทุกข์”  ให้เป็น จึงเห็น “สุข”

%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99

ขึ้นชื่อว่า “ความทุกข์”
ไม่ว่าใครที่ได้เจอต่างก็พยายามจะหลีกหนี
เพราะเป็นสภาวะที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
มันบีบคั้นจิตใจ และรู้สึกว่าทนอยู่กับสภาวะนั้นไม่ได้
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครๆ ต่างก็ไม่ชอบ “ความทุกข์”
.
แต่ก็มีเรื่องแปลกแต่จิรงที่ว่า
ยิ่งเราหนีความทุกข์มากขึ้นเท่าไร
เรายิ่งมีความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น
เพราะเกิดภาวะที่เรียกว่า “ทุกข์” ซ้อน “ทุกข์”
ซึ่งหมายถึง การเป็นทุกข์ เพราะไม่อยากมีความทุกข์
ดังนั้น การพยายามหลีกหนีความทุกข์
จึงไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ความทุกข์หมดไป
แต่กลับทำให้เกิดความทุกข์ทับซ้อนกันขึ้นอีก นั่นเอง
.
วิธีที่จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง หรือหมดไป
ก็คือ การเผชิญหน้ากับความทุกข์
แล้วเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และยอมรับ
ความเป็นจริงของความทุกข์ที่เกิดขึ้น
ซึ่งก็คือ หลักอริยะสัจสี่ อันเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าทรงค้นพบ
และทรงเมตตามอบความรู้นี้กลับคืนมาให้กับ
สัตว์โลกทั้งหลายได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติ
เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง
.
ถ้า “ความทุกข์” นั้น ไม่ดีจริง
พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงนำมาตรัสสอนมนุษย์
แต่พระองค์ทรงรู้ว่า “ความทุกข์” นี้เอง
คือ กุญแจดอกสำคัญในการจุดปัญญาของทุกคน
พระองค์จึงทรงนำเอา “ความทุกข์”
ขึ้นมาตรัสสอนเป็นข้อแรกของหลักอริยสัจสี่
เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า
หากผู้ใดไม่เข้าใจ และเข้าถึงเหตุแห่งความทุกข์
ก็ย่อมไม่มีหนทางที่จะนำผู้นั้นออกจากความทุกข์ได้เลย
.
ดังนั้น ความทุกข์จึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องหลีกหนี
แต่ยิ่งต้องศึกษาให้ดี ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้
เราจึงจะมองความทุกข์เป็น คือ
เห็นความจริงของความทุกข์ “อย่างที่มันเป็น”
จึงจะเห็นทางออกจากทุกข์ และพบความสุขที่แท้จริง
.
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามอ่าน
และเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนนะคะ
.
#Comment แสดงความคิดเห็นได้อิสระค่ะ
#Like เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ
#Share วนๆ ไปให้คนที่คุณรัก คนที่คุณรู้จักนะคะ
.
#ขัดใจ
#ด้วยรักและปรารถนาดี
#ชุมชนแห่งการคิดบวก
#ธรรมะกับกฎแรงดึงดูด
#สังคมแห่งการแบ่งปันกำลังใจ
#โลกของคุณถูกกำหนดด้วยความคิด
#ชีวิตมีคุณค่าเพียงแค่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิด